สรุปล้างจมูกสำหรับผู้สนใจ.
วิดิโอล้างจมูก กดที่นี่
https://www.youtube.com/watch?v=9OOUX3Ny5Wk
================================
--------1. อุปกรณ์ล้างจมูก:
*กลุ่มอายุ:ผู้ใหญ่ (AR, CRS, Post-op): แนะนำให้ใช้อุปกรณ์ ปริมาตรสูง (High-Volume >60 mL) เช่น ขวดบีบ (Squeeze bottle) เพราะให้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด
*เด็ก (AR): อุปกรณ์ปริมาตรต่ำ (Low-Volume 5-59 mL) หรือแบบหยอด (Drops) มีประสิทธิภาพเพียงพอและเด็กทนต่อการรักษาได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับปริมาตรสูง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียง
.
--------2. Isotonic vs Hypertonic saline:
การเปรียบเทียบพบว่าน้ำเกลือ Hypertonic แม้จะลดอาการทางจมูกได้ดีกว่าน้ำเกลือ Isotonic อย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มโรคจมูกอักเสบ (Rhinitis) โดยเฉพาะในเด็ก แต่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่มากกว่า เช่น อาการแสบหรือระคายเคืองจมูก ผมแนะนำว่าใช้ Isotonic Saline ก่อนเป็น First-line treatment เนื่องจากปลอดภัย มีผลข้างเคียงต่ำ และผู้ป่วยทนต่อการรักษาได้ดีที่สุด ถ้าได้ผลไม่ค่อยน่าพอใจหรือถ้าน้ำมูกมันเหนียวมากค่อย step up conc.
.
--------3. ตัวโรค
* Acute Rhinosinusitis (ARS) งาน RCT ที่พวกเราทำพบประโยชน์ของการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือปริมาตรสูงได้เฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นหวัดจากเชื้อไวรัส (Common cold) เท่านั้น [1] ในรายที่เป็น ABRS การล้างจมูกไม่ได้เพิ่มประโยชน์ทางคลินิกอย่างมีนัยยะ เนื่องจากน้ำมูกที่เหนียวข้นมากกว่า การอักเสบบวมอาจจะมากกว่าทำให้ล้างไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมาก อย่างไรก็ตามอาจพิจารณาให้ได้ เพราะผลข้างเคียงจากการล้างต่ำ
และหากแน่นจมูกควรให้คนไข้พ่น topical decongestant ก่อนเพื่อให้จมูกโล่ง และน้ำเกลือไม่ดันขึ้นหู โดยมาก ARS เราล้างจนคนไข้หาย หรือไม่มีน้ำมูกแล้ว ซึ่งใช้เวลาไม่นาน (หลักวัน)
.
* Allergic Rhinitis (AR):
แนะนำให้ล้างต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ในผู้ใหญ่ และ 4 สัปดาห์ในเด็ก เริ่มต้นด้วยน้ำเกลือ Isotonic
* Chronic Rhinosinusitis (CRS) :
แนะนำใช้น้ำเกลือปริมาตรสูง เพื่อล้างน้ำมูกออก ในกรณีที่หนองเหนียวข้นอยู่ในไซนัส อาจจะไม่ค่อยได้ผลมากนักแต่ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ appropriate medical therapy อยู่
* Post-operative: หลังผ่าตัดควรต้องล้างอย่างยิ่ง เพื่อล้างเอาสะเก็ดแผล เลือดเก่า หนองที่ยังเหลือออก โดยล้างนานเป็นเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผสมยาสเตียรอยด์ด้วยอาจต้องล้างนานเกินสามเดือน
.
--------4. การพิจารณา Buffer vs non-buffered
แนะนำให้ใช้ Buffered Saline เพื่อลดอาการระคายเคืองและแสบจมูกจากการใช้น้ำเกลือแบบ Non-buffered (ก็ NSS irrigation ที่เราจ่ายที่รพ.อ่ะครับ) แต่ถ้าผสมเองให้เติมผงฟู เช่นปกติ น้ำเปล่า 1000 + เกลือ (ไม่ผสมไอโอดีน) 6 กรัม ผงฟู 3 กรัม อ้างอิงคลิปของ Euforea [Ref 5, https://youtu.be/x16GGU73Pvo?si=dU4JDbOCZfrccalm ] แล้วเคยมีงานของอจ.สุพินดาเคยทำ RCT crossover ไว้ปี 2013 ลงใน laryngoscope ว่า buffered คนไข้ชอบมากกว่า non-buffered [6]
.
--------5. น้ำอุ่น vs น้ำอุณหภูมิปกติ
ทั้งสองแบบดีขึ้นทั้งคู่ เพราะช่วยลด STT ได้ อย่างไรก็ตามการนำน้ำเกลือไปอุ่นนั้นไม่มีความจำเป็น เพราะน้ำเกลืออุ่นไม่ได้ให้ประโยชน์หรือผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีไปกว่าการใช้น้ำเกลืออุณหภูมิห้องตามปกติ [7] พยายามหลีกเลี่ยงน้ำที่ร้อน เคยงานวิจัยระบุว่าน้ำที่มีอุณหภูมิสูงถึง 48°C จะทำให้เยื่อบุจมูกเกิดอาการบวม (Mucosal edema) และหากสูงถึง 52°C จะทำให้เซลล์เนื้อเยื่อตาย (Epithelial necrosis) [8] แล้วก็ด้วยความที่ล้างน้ำร้อนแล้วบวมก็เลยมีคนเอาน้ำอุ่นที่ไม่เกิน 47°C มาลองใช้ล้างจมูกเพื่อห้ามเลือดหลังผ่าตัดไซนัส [9] ก็มี แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติของน้ำร้อนได้อย่างดีว่ามันบวมจริง
.
--------6. เอาน้ำอะไร
ดีที่สุดคือน้ำ sterile normal saline ที่ซื้อตามร้านยาหรือรพ. แต่ข้อเสียคือราคาสูง ดังนั้นคำแนะนำทั่วไปคือใช้น้ำต้มสุกแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นลงจนถึงอุณหภูมิห้องหรืออุ่นเล็กน้อยตามชอบก่อนนำมาใช้ ส่วนน้ำกรองสามารถใช้ได้ รวมไปถึงน้ำดื่มที่ขายตามร้านสะดวกซื้อ โดยเอามาผสมเกลือซองที่มีขายทั่วไป rule of thumb คือผมแนะนำซื้อน้ำ 500 cc เติมเกลือแห้งสำเร็จรูปสองซอง หรือเติมเกลือหนึ่งช้อนชา (5กรัม) มันจะออกมาใกล้เคียง nss แล้วค่อยเทใส่กระบอกล้างจมูกขวด 250 ซีซี จะล้างได้สองครั้ง
.
ส่วนน้ำที่ควรหลีกเลี่ยงคือน้ำประปาที่ยังไม่ผ่านการต้ม (Tap Water) แม้ว่าน้ำประปาจะสามารถดื่มได้อย่างปลอดภัย (เพราะกรดในกระเพาะอาหารจะทำลายเชื้อโรค) แต่อาจมีแบคทีเรียหรืออะมีบาปะปนอยู่ในระดับต่ำ (เช่น Naegleria fowleri) ซึ่งหากเชื้อเหล่านี้ถูกฉีดเข้าไปในโพรงจมูกโดยตรง อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในสมองที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
.
ผศ.นพ.วิรัช จิตสุทธิภากร
Rhinologist-ENT
รพ.ราชวิถี
=======================
REF:
[1] Chitsuthipakorn W, Thanaphiphatsatja A, Doungbuppha P, Lawpoolsri S, Seresirikachorn K, Snidvongs K. Effects of large volume, isotonic nasal saline irrigation for acute rhinosinusitis: a randomized controlled study. Int Forum Allergy Rhinol. 2021;11(10):1424-1435.
[2] Chitsuthipakorn W, Kanjanawasee D, Hoang MP, Seresirikachorn K, Snidvongs K. Benefits of nasal saline treatment in acute rhinosinusitis: Systematic review and meta-analysis. Int Forum Allergy Rhinol. 2022;12(8):1006-1017.
[3] Chitsuthipakorn W, Kanjanawasee D, Hoang MP, Seresirikachorn K, Snidvongs K. Optimal device and regimen of nasal saline treatment for sinonasal diseases: Systematic review. OTO Open. 2022;6(2).
[4] Kanjanawasee D, Seresirikachorn K, Chitsuthipakorn W, Snidvongs K. Hypertonic saline versus isotonic saline nasal irrigation: Systematic review and meta-analysis. Am J Rhinol Allergy. 2018;32(4):269-279.
[5] How to prepare a saline solution safely | Quick Tutorial EUFOREA. https://youtu.be/x16GGU73Pvo?si=dU4JDbOCZfrccalm
[6] Chusakul S, Warathanasin S, Suksangpanya N, Phannaso C, Ruxrungtham S, Snidvongs K, Aeumjaturapat S. Comparison of buffered and nonbuffered nasal saline irrigations in treating allergic rhinitis: Nasal Saline Irrigations in Allergic Rhinitis. Laryngoscope 01/2013;123:53–6.
[7] Nimsakul S, Ruxrungtham S, Chusakul S, Kanjanaumporn J, Aeumjaturapat S, Snidvongs K. Does Heating up Saline for Nasal Irrigation Improve Mucociliary Function in Chronic Rhinosinusitis? Am J Rhinol Allergy 2018;32:106–11.
[8] Stangerup SE, Thomsen HK. Histological changes in the nasal mucosa after hot-water irrigation. An animal experimental study. Rhinology 1996;34:14–7.
[9] Nordström A, Jangard M, Svedberg M, Kullenberg H, Ryott M, Kumlin M. Hot saline irrigation in comparison to nasal packing after sinus surgery. Laryngoscope Investig Otolaryngol 2021;6:1267–74.