ตอบสั้นๆ ก็คือใช่ เนื่องจากยาแก้แพ้ในรุ่นก่อน (รุ่นหนึ่ง) จะมีคุณสมบัติที่เข้าสู่สมองได้แล้วไปยับยั้งฮิสตามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทตัวนึงในสมองทำให้คนเรารู้สึกง่วงซึมได้ ดังนั้นหลายคนที่มีปัญหานอนไม่หลับมักหาทางออกด้วยการซื้อ "ยาแก้แพ้" หรือยาภูมิแพ้มากินเพื่อให้ง่วงนอน ยาเหล่านี้หาซื้อง่ายและดูเหมือนจะปลอดภัย แต่ในทางการแพทย์แล้ว การใช้ยาแก้แพ้เพื่อช่วยนอนหลับอาจส่งผลเสียบางอย่างได้
เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมยาถึงทำให้เราหลับ ต้องรู้จักสารเคมีในสมองตัวหนึ่งชื่อว่า "ฮิสตามีน" (Histamine)
ฮิสตามีนทำหน้าที่เหมือน "นาฬิกาปลุก": ในสมองของเรา ฮิสตามีนมีหน้าที่กระตุ้นให้สมองตื่นตัว สดชื่น และพร้อมใช้งาน
ยาแก้แพ้ทำหน้าที่ "ปิดสวิตช์": ยาแก้แพ้ (Antihistamines) จะเข้าไปขัดขวางการทำงานของฮิสตามีน เมื่อตัวกระตุ้นความตื่นตัวโดนบล็อก สมองจึงสงบลงและเกิดอาการง่วงซึม
ยาแก้แพ้ไม่ได้ทำให้ง่วงทุกตัว เราแบ่งยาออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามความสามารถในการซึมเข้าสู่สมอง:
ยาพวกนี้มีโมเลกุลเล็กและละลายในไขมันได้ดี จึงสามารถทะลุ "ตัวกรองเลือดสมอง" (Blood-Brain Barrier) เข้าไปออกฤทธิ์ในสมองได้ดีมาก จึงทำให้ง่วงจัด ยาที่พบบ่อยในไทยได้แก่:
ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine): มักพบในชื่อการค้าเช่น Benadryl
ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate): หรือยาแก้เมารถ (เช่น Dramamine) ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะแตกตัวเป็นไดเฟนไฮดรามีน จึงทำให้ง่วงเหมือนกัน
คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine - CPM): หรือ "ยาเม็ดสีเหลือง" ที่เราคุ้นเคยเวลาเป็นหวัด แม้จะง่วงน้อยกว่าสองตัวบน แต่ก็ทำให้ซึมได้
ยาพวกนี้ (เช่น Cetirizine/Zyrtec, Loratadine/Claritin, Bilastine) ถูกออกแบบมาให้ไม่สามารถทะลุเข้าสู่สมองได้ (หรือโดนสมองดีดออกมา) จึงแก้แพ้ได้โดยไม่ทำให้ง่วง และ ใช้ช่วยให้นอนหลับไม่ได้ผล
แม้จะทำให้หลับได้จริงในช่วงแรก แต่มีเหตุผลหลักๆ 3 ข้อที่ทำให้ยาแก้แพ้ไม่ใช่ทางออกที่ดี:
ร่างกายของเราฉลาดมาก เมื่อโดนยาบล็อกฮิสตามีนบ่อยๆ ร่างกายจะปรับตัวต้านฤทธิ์ยา งานวิจัยชี้ว่า ฤทธิ์ง่วงของยาจะหายไปภายใน 3-4 วัน หากกินติดต่อกัน นั่นหมายความว่าวันที่ 5 คุณกินยาเท่าเดิมแต่จะไม่หลับแล้ว และถ้าฝืนกินต่อ คุณจะได้รับแต่ผลข้างเคียงโดยไม่ได้ประโยชน์เรื่องการนอนเลย
ยาแก้แพ้ทำให้คุณ "หลับ" แต่ไม่ได้ทำให้ "หลับลึก" อย่างมีคุณภาพ
กดทับช่วงหลับฝัน (REM Sleep): การนอนช่วง REM สำคัญมากต่อความจำและอารมณ์ ยาแก้แพ้จะไปลดช่วงเวลานี้ลง ทำให้ตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น สมองตื้อ หรือหงุดหงิดง่าย
ยาบางตัวออกฤทธิ์นานมาก เช่น ด็อกซีลามีน อาจอยู่ในร่างกายนานกว่า 10 ชั่วโมง หรือ ไดเฟนไฮดรามีน ในผู้สูงอายุอาจอยู่นานถึง 9 ชั่วโมงขึ้นไป แปลว่าตอนที่คุณตื่นไปทำงาน ยายังคงออกฤทธิ์กดสมองอยู่ ทำให้ขับรถอันตราย ตัดสินใจช้าลง หรือทำงานผิดพลาดได้
ยาแก้แพ้รุ่นเก่าไม่ได้บล็อกแค่ฮิสตามีน แต่ยังไปบล็อกระบบอื่นๆ ในร่างกายด้วย (Anticholinergic effects) ทำให้เกิดผลเสียดังนี้:
นี่คือเรื่องที่น่ากังวลที่สุด งานวิจัยระยะยาวพบว่า ผู้สูงอายุที่ใช้ยาแก้แพ้กลุ่มที่ทำให้ง่วงเป็นประจำ มีความเสี่ยงที่จะเป็น โรคสมองเสื่อม เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ใช้
สมาคมเวชศาสตร์ผู้สูงอายุอเมริกัน (AGS) จึงประกาศให้ หลีกเลี่ยง ยากลุ่มนี้ในผู้สูงอายุโดยเด็ดขาด
ปัสสาวะไม่ออก: ยานี้ทำให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะบีบตัวยาก โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีต่อมลูกหมากโต อาจทำให้ปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลันจนต้องใส่สายสวน
ต้อหินเฉียบพลัน: คนที่มีมุมตาแคบ (Narrow-angle glaucoma) ห้ามกินเด็ดขาด เพราะยาจะทำให้ม่านตาขยายจนไปอุดทางระบายน้ำในลูกตา ทำให้ความดันตาสูงขึ้นเฉียบพลันและอาจตาบอดได้
อาการอื่นๆ: ปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ท้องผูก
ในเด็กบางคน แทนที่กินยาแก้แพ้แล้วจะง่วง กลับกลายเป็น ตื่นตัวผิดปกติ (Paradoxical Excitation) ซน อาละวาด หรือนอนไม่หลับแทน
ควรใช้เมื่อไหร่?
ใช้ได้ในกรณี "นอนไม่หลับชั่วคราว" (1-2 คืน) เช่น เครียดเรื่องงานสั้นๆ หรือเดินทางข้ามเขตเวลา
ใช้เพื่อลดอาการแพ้ คัดจมูก น้ำมูกไหล ที่รบกวนการนอน
ไม่ควรใช้เมื่อไหร่?
ห้ามใช้ต่อเนื่องระยะยาว (เกิน 2 สัปดาห์) เพื่อรักษาโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง
ผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป): ควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาด เพราะเสี่ยงหกล้มและสมองเสื่อม
ห้ามผสมกับแอลกอฮอล์ หรือยานอนหลับชนิดอื่น เพราะอาจทำให้หยุดหายใจขณะหลับได้
ทางเลือกที่ดีกว่า: หากคุณมีปัญหานอนไม่หลับเรื้อรัง วิธีการรักษามาตรฐานที่แพทย์แนะนำคือ การปรับพฤติกรรมการนอน (CBT-I) เช่น เข้านอนเป็นเวลา งดมือถือก่อนนอน และจัดห้องให้มืดสนิท ซึ่งปลอดภัยและยั่งยืนกว่าการใช้ยาครับ