ริดสีดวงจมูก (Nasal Polyps) หายขาดไหม?
"ริดสีดวงจมูกมันสามารถรักษาให้หายขาด แบบตัดทิ้งแล้วจบไปเลยได้ไหม?"
ผมคิดว่าสิ่งแรกที่เราต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันคือ "ริดสีดวงจมูก" ไม่ใช่เนื้องอกหรือมะเร็ง แต่มันคือเยื่อบุโพรงไซนัสที่เกิดการอักเสบเรื้อรังจนบวมเป่ง คล้ายกับลูกโป่งใส่น้ำที่ห้อยลงมาอุดตันทางเดินหายใจและเส้นประสาทรับกลิ่น และมักจะมาจับคู่กับไซนัสอักเสบเรื้อรังที่เรียกกันว่า "ไซนัสอักเสบเรื้อรังชนิดมีริดสีดวงจมูก"
ถ้าเจาะลึกเข้าไปในระดับงานวิจัย พบว่าสาเหตุที่แท้จริงของริดสีดวงจมูกในคนไข้ส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียธรรมดา แต่มันเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า "การอักเสบชนิดที่ 2" (Type 2 Inflammation) ซึ่งร่างกายมีการส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิล (Eosinophils) และสารโปรตีนก่อการอักเสบออกมาอย่างมาก ไปที่เยื่อบุจมูก ปฏิกิริยาระดับเซลล์นี้มีกลไกคล้ายคลึงกับโรคหอบหืด
ถ้ากลับมาที่คำถามว่า "ตกลงมันกำจัดให้หายขาดได้ไหม?" ในมุมมองทางการแพทย์ ต้องตอบว่า ริดสีดวงจมูกจัดเป็น "โรคเรื้อรัง" คล้ายกับโรคภูมิแพ้หรือหอบหืด เราไม่สามารถเปลี่ยนพันธุกรรมหรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้หายไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นแม้ว่าเราตัดมันให้หมดได้ 100% ได้ตอนที่ยังดมยาสลบผ่าตัดอยู่ แต่มันก็จะสามารถกลับมาใหม่ในระยะเวลาอันสั้นหากเราไม่จัดการควบคุมการอักเสบที่เกิดขึ้นได้ ในปัจจุบันเราจึงไม่ได้มุ่งเน้นที่จะเข้าไปตัดเพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นเรื่องการควบคุมการอักเสบโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังผ่าตัดด้วย เพื่อที่จะกดริดสีดวงเอาไว้ให้ขึ้นใหม่น้อยที่สุดหรือไม่ขึ้นอีกเลย จนคนไข้ไม่มีอาการใดๆ กลับมาหายใจได้โล่ง ดมกลิ่นได้ปกติ และใช้ชีวิตได้เหมือนคนไม่ได้เป็นโรคนี้ อย่างไรก็ตามต้องทำใจว่าจะต้องมีคนไข้บางคนที่ริดสีดวงจะกลับมา แม้เราจะทำเต็มที่แล้ว
กลยุทธ์การกำจัดริดสีดวงและควบคุมโรคให้สงบอย่างยั่งยืน มี 3 ขั้นตอนหลัก:
1. การเคลียร์พื้นที่ (Surgical Clearance): หากริดสีดวงมีขนาดใหญ่จนอุดตันโพรงจมูก การใช้ยาพ่นมักจะเข้าไปไม่ถึงจุดที่อักเสบ เราจะใช้การผ่าตัดไซนัสผ่านกล้อง (FESS) เพื่อตัดเอาก้อนเนื้อที่บวมอุดตันเหล่านี้ออกให้หมด และเปิดทางระบายไซนัสให้กว้าง เป็นการ "รีเซ็ต" โพรงจมูกให้กลับมาโล่งเหมือนปกติอีกครั้ง
2. การคุมกำเนิดริดสีดวง (Local Medical Control): นี่คือจุดที่สำคัญที่สุด เพราะการผ่าตัดเอาเนื้อออกไม่ได้แปลว่าตัดต้นตอของภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติทิ้งไป ดังนั้น หลังผ่าตัดคนไข้ต้องตั้งใจล้างจมูกและต้องผสม "ยาสเตียรอยด์หลอด" อย่างต่อเนื่อง เพื่อกดการอักเสบในระยะยาว (chronic inflammation) ไม่ให้เยื่อบุบวมกลับขึ้นมาเป็นก้อนริดสีดวงใหม่
3. การแพทย์แม่นยำและนวัตกรรมขั้นสูง (Precision Medicine & Biologics): ถ้าเจาะลึกถึงงานวิจัยในระดับสากล การรักษาริดสีดวงจมูกก้าวเข้าสู่ยุค "การแพทย์แม่นยำ" (Precision Medicine) อย่างเต็มตัว เราไม่ได้มองแค่ก้อนเนื้อที่ยื่นออกมาเพื่อรอวันผ่าตัดทิ้งเท่านั้น แต่มีการนำชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อหา "ไบโอมาร์กเกอร์" (Biomarkers) เช่น การนับปริมาณเซลล์อีโอซิโนฟิลในเนื้อเยื่อ (Tissue Eosinophilia) หากพบว่ามีปริมาณสูง นั่นคือสัญญาณเตือนจากร่างกายว่าโรคมีกลไกที่ดื้อยาและมีโอกาสงอกซ้ำสูงมาก ข้อมูลระดับเซลล์นี้เองที่ช่วยให้เราประเมินความเสี่ยงและเลือกใช้ยาใหม่ที่เรียกว่า "ยาฉีดกลุ่มชีววัตถุ" (Biologics) ได้อย่างแม่นยำตั้งแต่ช่วงหลังผ่าตัดที่พบว่าเราควบคุมโรคไม่ได้ ซึ่งอาจจะใช้ยาตัวนี้เป็นโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่ฉีดเข้าไปเพื่อบล็อกโปรตีนตัวการ (เช่น IL-4, IL-13, IL-5) ที่สั่งให้เกิดริดสีดวงโดยเฉพาะ ถือเป็นการดับไฟที่ต้นตอในระดับเซลล์ ผลลัพธ์จากงานวิจัยพบว่าก้อนริดสีดวงยุบลงอย่างชัดเจน และคนไข้ได้ประสาทการรับกลิ่นกลับคืนมา ถือเป็นตัวช่วยที่ใกล้เคียงคำว่า "หายขาด" มากที่สุดสำหรับเคสที่รุนแรง
สรุปคือ แม้ริดสีดวงจมูกจะเป็นโรคที่ต้องอาศัยการดูแลต่อเนื่อง แต่มันสามารถถูกกำจัดออกและควบคุมให้สงบลงได้อย่างสิ้นเชิง ขอเพียงแค่เราวางแผนการรักษาให้ตรงกับกลไกของโรค วิเคราะห์ลึกไปถึงระดับเซลล์ ไม่ใช่แค่การกินยาฆ่าเชื้อไปเรื่อยๆ
วิรัช จิตสุทธิภากร (Wirach Chitsuthipakorn)
กลับไปหน้าหลัก